วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

ประวัติบุคคล


เพิ่มเติมคลิก

นางสาวชนัญญา ไทยแท้
นางสาวศุภลักษณ์ สุภรัตนกูล
นางสาวอนัญญา ศรีธนินยโกเศศ
นางสาวอราพร สินธุ์ศาลาแสง
นางสาวรัตน์ชฏาธร พลลำ
ม.๕/๑

ผู้ประกาศข่าวกีฬา(นางสาวรัตน์ชฎาธร พลลำ เลขที่ ๒๑)

                                                                                             






 เพิ่มเติมคลิก

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

นางสาวรัตน์ชฏาธร พลลำ เลขที่ 20 ชั้น ม.5/1(โบราณสถาน พระมหาเจดีย์พุทธคยา)


ตำบลคยา หนึ่งในอำเภอคยา จังหวัดมคธ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ตัวเมืองทอดยาวไปตามชายฝั่งของแม่น้ำเนรัญชรา เมืองแห่งนี้เป็นเมืองสำคัญทั้งของศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูและเป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ชฏิลสามพี่น้องคือ อุรุเวลากัสสปะ, นทีกัสสปะ, คยากัสสปะ และบริวาร 1,003 รูป จนสำเร็จพระอรหันต์ทั้งหมด
พุทธคยา
ที่ตั้ง : ตำบลพุทธคยา อำเภอคยา จังหวัดมคธ รัฐพิหาร อินเดีย
ประเภท : มรดกโลกทางวัฒนธรรม ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2545
พุทธคยา พุทธสถานสำคัญใน อำเภอคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพุทธสถานที่มีความสำคัญที่สุด 1 ใน 4 แห่งของชาวพุทธ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธสังเวชนียสถานที่มีความสำคัญที่สุดของชาวพุทธทั่วโลก ปัจจุบันบริเวณพุทธศาสนสถานอันเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อยู่ในความดูแลของคณะกรรมการร่วม พุทธ-ฮินดู



พุทธคยา ปัจจุบันตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา ห่างจากฝั่งแม่น้ำประมาณ 350 เมตร (นับจากพระแท่นวัชรอาสน์) พุทธคยามีสัญลักษณ์ที่สำคัญคือองค์เจดีย์สี่เหลี่ยมที่สูงใหญ่ โดยสูงถึง 51 เมตร ฐานวัดโดยรอบได้ 120 เมตร ล้อมรอบด้วยโบราณวัตถุ โบราณสถานสำคัญ เช่น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระแท่นวัชรอาสน์ ที่ประทับตรัสรู้และอนิมิสสเจดีย์ ซึ่งนอกจากพุทธสถานโบราณแล้ว บริเวณโดยรอบพุทธคยายังเป็นที่ตั้งของวัดพุทธนานาชาติ รวมทั้งวัดไทยคือวัดไทยพุทธคยา
สำหรับชาวพุทธ พุทธคยา นับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาวพุทธทั่วโลกที่ต้องการมาสักการะสังเวชนียสถานสำคัญ 1 ใน 4 แห่งของพระพุทธศาสนา
พุทธคยา เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญที่สุดใน 1 ใน 4 สังเวชนียสถาน และถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพุทธทั่วโลก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ปัจจุบันพุทธคยามีชื่อเรียกอีกชื่อว่า วัดมหาโพธิ์ (Mahabodhi Temple) และอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการร่วม พุทธ-ฮินดู และพุทธคยาได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2545
พุทธคยาในสมัยพุทธกาล อยู่ในดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป ตั้งอยู่ในหมู่บ้านนิคมชื่อว่าอุรุเวลาเสนานิคม ในแคว้นมคธ เป็นสถานที่ ๆ ร่มรื่นเป็นรมณียสถาน เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรทางจิต เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ได้ประทับอยู่ ณ พุทธคยา เพื่อเสวยวิมุตติสุข (ความสุขอันเกิดจากความหลุดพ้น) อยู่ 7 สัปดาห์ และเกิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงเรื่องราวของตปุสสะและภัลลิกะ 2 พ่อค้า ที่เดินทางผ่านมาเห็นพระพุทธองค์มีพระวรกายผ่องใส จึงเข้ามาถวายข้าวสัตตุผลและสัตตุก้อน แล้วแสดงตนเป็นทวิวาจกอุบาสก ผู้ถึงพระพุทธและพระธรรมเป็นสรณะคู่แรกของโลก และพระพุทธองค์ได้ทรงประทานพระเกศาแก่พ่อค้า 8 เส้น ซึ่งเส้นพระเกศาทั้ง 8 เส้นได้ไปบรรจุไว้ที่เจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า
พุทธคยาหลังพุทธปรินิพพาน ในสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช ได้มีการก่อสร้างโบราณสถานและโบราณวัตถุและได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อกองทัพมุสลิมบุกเข้ามาโจมตีอินเดีย พุทธคยาจึงถูกปล่อยให้รกร้างไม่มีผู้คอยเฝ้าดูแล
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สำหรับต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกเป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า (เกิดในวันเดียวกับวันที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ) มีอายุมาได้ 352 ปี จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จึงถูกทำลายโดยพระชายาของพระเจ้าอโศกมหาราช เพราะความอิจฉาที่พระเจ้าอโศกรักและหวงแหนต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้จนไม่สนใจพระนาง ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สองนั้นปลูกโดยพระเจ้าอโศกมหาราช จากหน่อพระศรีมหาโพธิ์ต้นเดิมและมีอายุยืนมาประมาณ 871-891 ปี จนถูกทำลายในประมาณปี พ.ศ. 1143-1163 ด้วยน้ำมือของพระราชาฮินดูแห่งเบงกอลพระนามว่าศศางกา ซึ่งพระองค์อิจฉาพระพุทธศาสนาที่มีความรุ่งเรืองมาก จึงทรงแอบนำกองทัพเข้ามาทำลายต้นโพธิ์ต้นนี้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สามปลูกโดยพระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เมารยะ และต้นที่สามนี้มีอายุยืนมากว่า 1,258-1,278 ปี จึงล้มลงในสมัยที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สี่ ที่ยังคงยืนต้นมาจนปัจจุบัน ปลูกโดยนายพลเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม เมื่อ พ.ศ. 2423
จุดแสวงบุญและสภาพของพุทธคยาในปัจจุบัน
พุทธคยาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาวพุทธทั่วโลกและมีผู้แสวงบุญนับล้านคนไปนมัสการมหาพุทธสถานแห่งนี้ ในฐานะเป็นสังเวชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่สุดของชาวพุทธ
ในปี พ.ศ. 2545 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้พิจารณาให้พุทธคยาเป็นมรดกโลก



บรรณานุกรม
-                   บาหลี บุโรพุทโธ อินโดนีเซีย.  “โบราณสถาน มหาเจดีย์พุทธคยา,เที่ยวอินเดีย พุทธคยา รูปและข้อมูลพระมหาเจดีย์พุทธคยาและพระศรีมหาโพธิ์.  1 ก.ย. 2011 19:06:04 http://www.oceansmile.com/India/Kaya.html.  2 ก.ย 2554
  

นางสาวชนัญญา ไทยแแท้ เลขที่ 8 ชั้น ม.5/1(สโตนเฮนจ์)


             สโตนเฮนจ์ (อังกฤษ: Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบกว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่าที่ราบซอลส์บรี (Salisbury Plain) ในบริเวณตอนใต้ของเกาะอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน  สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า "ทุ่งมาร์ลโบโร" ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว
มีผู้สันนิษฐานถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างสโตนเฮนจ์กันหลายประเด็น แต่ประเด็นที่ดูจะได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคือ เป็นสัญลักษณ์ถึงอวัยเพศหญิง เป็นสถานที่สำหรับการทำพิธีกรรมทางศาสนาของชนกลุ่มที่นับถือลัทธิดรูอิต รองลงมาคือความเชื่อที่ระบุว่า เป็นการสร้างเพื่อหวังผลทางดาราศาสตร์ ใช้ในการสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เช่น สุริยุปราคา เป็นต้น
บรรณานุกรม
สกุลวรรณ นาเมือง สโตเฮจน์”- สโตเฮจน์.05/Jun/2004 <http://th.wikipedia.org/wiki.> 02/09/2011

อนัญญา ศรีธนินยโกเศศ เลขที่ 18 ชั้น ม.5/1 (เมือง ฮารับปา)


 (Harappa)ก่อนหน้าที่จะมีการค้นพบร่องรอยของอารยธรรมกลุ่มแม่น้ำสินธุ ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การศึกษาเรื่องราวของอินเดียนั้นจะเข้าใจกันว่าวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏในอินเดียล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของชาวอารยันเท่านั้น จนกระทั่งหลังการขุดค้นทางโบราณคดีในแถบลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ่งเริ่มต้นในปี ค..1924แล้วจึงพบว่า ได้มีร่องรอยของความเจริญปรากฏก่อนหน้าการเข้ามาของอารยัน (Pre-AryanCivilization) ซึ่งในปัจจุบันรู้จักกันดีว่าเป็นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ หรือวัฒนธรรมฮารัปปา (HarappaCulture) ซึ่งเรียกชื่อตามเมือง Harappa ที่เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุนี้หากจะเปรียบกับอารยธรรมสำคัญ ๆ ในแหล่งอื่นของโลกแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเรามีความรู้น้อยมาก เช่น เมื่อเทียบกับความรู้ที่เรามีต่ออียิปต์ หรืออารยธรรมร่วมสมัยอื่นทั้งนี้ก็เพราะว่าเราไม่มีหลักฐานที่เป็นตัวเขียนหรือกล่าวโดยย่อก็คือ อารยธรรมนี้ไม่มีตัวอักษร นักโบราณคดีพบสัญลักษณ์บางอย่างปรากฏอยู่บนโบราณวัตถุที่เรียกว่า ตราหินสบู่ (SEAL) แต่ไม่สามารถตีความสัญลักษณ์เหล่านั้นได้ จนเป็นที่เข้าใจกันว่า อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเป็นอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ เพราะไม่มีประวัติศาสตร์ (Basham, 1959 : 14)ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Ravi ในแคว้นปัญจาบ และบนฝั่งแม่น้ำสินธุ (250 ไมล์จากปากแม่น้ำ) ตามลำดับ นอกจากนี้ก็ยังพบเมืองซึ่งอยู่ร่วมสมัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในเขตแคว้นปัญจาบและลุ่มน้ำสินธุซึ่งประมาณว่ามีระยะทางจากทิศเหนือลงไปทิศใต้ยาวถึง 950 ไมล์ เมืองต่าง ๆ เหล่านี้มีรูปแบบทางวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันมาก แม้แต่อิฐดินเผาที่ใช้ในการก่อสร้างโดยปกติแล้วจะมีขนาดและรูปร่างเหมือนกัน (Basham, 1979 : 14-15)Basham สันนิษฐานว่า อารยธรรมนี้มีอายุมาตั้งแต่ประมาณ 2500 B.C. และสิ้นสุดลงเมื่อประมาณ 1550 B.C. โดยผู้สร้างสรรค์อารยธรรมนี้ก็คือ คนพื้นเมืองดั้งเดิมของอนุทวีปอินเดียที่เรียกว่าชาวดราวิเดียน (Dravidian) และผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้อารยธรรมนี้สลายตัวไปก็คือชาวอารยัน


บรรณานุกรม
คุณกล้วย. เมืองฮารับปาง.”- เมืองฮารับหหปา.05/Jun/2004 <http://th.wikipedia.org/wiki.> 02/09/2011

อารยธรรมจีน

อารยธรรมจีน คลิก

นางสาวศุภลักษณ์ สุภรัตนกูล เลขที่ 14 ชั้น ม.5/1(อะโครโปรลิสแห่งเอเธนส์)


อะโครโปลิสแห่งเอเธนส์
จุดเริ่มต้นของการเที่ยวประเทศกรีซก็ต้องเป็นเมืองหลวงคือกรุงเอเธนส์ (Athens) เมื่อไปถึงกรุงเอเธนส์ ทุกคนก็คงอยากเห็นวิหารพาร์เธนอน (Parthenon) อันยิ่งใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาอะโครโปลิส (Acropolis) ใจกลางเมือง
วิหารพาร์เธนอนเป็นวิหารในแบบดอริก มีความยิ่งใหญ่มากเมื่อยืนต่อหน้า ในรูปข้างล่างจะเห็นคนตัวเล็ก ๆ ยืนอยู่หน้าวิหาร เดิมเคยเป็นที่ประทับของรูปปั้นยืนเทพีอะธีนา แต่ตอนนี้ผุพังไปหมดแล้ว   วิหารนี้สร้างขึ้นอย่างงดงามโดยคำนึงถึงทัศนียภาพของผู้ชมที่มองจากภายนอกเป็นหลัก  จริง ๆ แล้วเดิมวิหารนี้ประดับประดาไปด้วยภาพแกะสลักนูนสูงนูนต่ำทั้งหน้าบันและภายใน ภายหลังที่กรีซถูกปกครองภายใต้จักรวรรดิออตโตมันของพวกเตอร์ก ได้มีทูตชาวอังกฤษใช้อิทธิพลนำภาพแกะสลักทั้งหลายกลับอังกฤษและต่อมาขายต่อให้กับพิพิธภัณฑ์อังกฤษ (British Museum) ในกรุงลอนดอน ใครที่ไปลอนดอนควรหาโอกาสไปดูกรีกคอลเลกชันที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของรายละเอียดของวิหารพาร์เธนอนแห่งนี้
วิหารนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เทพีอะธีนา (Athena) ผู้เป็นเทพีผู้ปกป้องนครแห่งนี้ ซึ่งมีชื่อเรียกแบบชาวโรมันว่า มิเนอร์วา (Minerva) ตามตำนานกล่าวว่านครนี้เมื่อสร้างเสร็จมีความงดงามมาก เหล่าทวยเทพทั้งหลายจึงต้องการเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองเมืองนี้ สุดท้ายเหลือสององค์คืออะธีนาและโพไซดอน (หรือเนปจูน ถ้าเรียกตามแบบโรมัน) ที่ต้องการแย่งชิงกันเพื่อได้สิทธิ์ในการดูแลนครแห่งนี้ เหล่าทวยเทพจึงให้แต่ละองค์มอบของขวัญว่าใครจะให้สิ่งที่ดีมีประโยชน์ที่สุดแก่ชาวเมือง ทั้งคู่และเหล่าทวยเทพจึงเสด็จไปบนเนินเขาอะโครโปลิส เทพโพไซดอนเอาตรีศูลกระแทกไปที่พื้นก่อน บังเกิดเป็นม้าตัวแรกของโลก เทพโพไซดอนอธิบายให้ทราบถึงประโยชน์ของสัตว์ชนิดนี้ว่าสามารถใช้เป็นพาหนะที่มีความรวดเร็ว เมื่อถึงตาเทพีอะธีนา เธอได้บันดาลให้เกิดต้นมะกอกขึ้น พร้อมทั้งอธิบายถึงประโยชน์สารพัดของมะกอก และมะกอกยังเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพอีกด้วย เมื่อได้ยินดังนั้นเหล่าทวยเทพจึงยกเมืองนี้ให้อยู่ในความคุ้มครองของเทพีอะธีนา และขนานนามเมืองนี้ว่าเอเธนส์ (Athens) สืบมา
ปัจจุบันมีต้นมะกอกอยู่ ณ ตำแหน่งที่เชื่อว่าอะธีนาปลูกต้นนี้ไว้เป็นครั้งแรก และมีจุดที่เชื่อว่าโพไซดอนเอาตรีศูลกระแทกพื้นด้วย




เนินเขาอะโครโปลิส มุมล่างซ้ายคือโรงละครที่ชอบเปิดการแสดง Live at Acropolis ดูคอนเสิร์ตไปตาก็ชำเลืองมองวิหารพาร์เธนอนไป   ใกล้ ๆ กันกับพาร์เธนอนทางด้านทิศเหนือ บนยอดอะโครโปลิสจะเห็นอีกอาคารหนึ่งเรียกว่าอิเรคทีออน (Erechtheion) มีขนาดย่อมกว่าพาร์เธนอน แต่มีความน่าสนใจในตัวเอง เป็นอาคารแบบไอออนิก (สังเกตที่หัวเสา) เป็นอาคารที่อสมมาตร เมื่อมองจากแต่ละด้านจะมีความแตกต่างกัน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของอาคารนี้คือรูปปั้นเทพี 6 นางทำหน้าที่เป็นเสาใช้ศีรษะค้ำยันหลังคา ซึ่งมีชื่อเรียกว่าคารีอาทีด (Caryatids)    รูปปั้นที่เห็นบนระเบียงนี้เป็นรูปปั้นที่จำลองแบบจากของเดิม ส่วนของจริง นางหนึ่งไปยืนอวดโฉมให้คนทั่วโลกชื่นชมในอังกฤษที่ British Museum ส่วนอีกห้านางที่เหลือ เขาย้ายไปไว้ในพิพิธภัณฑ์บนอะโครโปลิสภายใต้กระจกกันอากาศภายนอก เพื่อไม่ให้ผุกร่อนไปมากกว่านี้ สามารถเข้าไปชมได้หลังจากเดินชมอาคารภายนอกทั่วแล้ว



บรรณานุกรม
Aey_naruk.”อะโคโปลิสแห่งเอเธนส์.”อะโคโปลิสแห่งเอเธนส์.28 ตุลาคม 25553
<http://www.thaigoodview.com/node/46316.> 1 กันยาน 2554

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โบราณวัตถุที่สำคัญ(อมราพร สินธิ์ศาลาแสง เลขที่19 ชั้น ม.5/1)

วัตถุ
ภาชนะดินเผา ก้นกลม คอยาว ลายขูด ชำรุด แตกต่อไว้ทั้งใบ ขุดค้นได้ ที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงตั้งแต่ปี พ.ศ.2510- 2518
ชนิด
ดินเผา
ขนาด
สูง 46.7 เซนติเมตร ปากกว้าง 26 เซนติเมตร
เลขวัตถุ
352/2530

วัตถุ
ดินเผา ก้นกลม ปากเล็ก ลายขูด ชำรุด แตกต่อไว้ทั้งใบ ตรงบ่ามีสันนูนหยัก
ชนิด
ดินเผา
ขนาด
สูง 38 เซนติเมตร ปากกว้าง 16.5 เซนติเมตร
เลขวัตถุ
313/2530
วัตถุ
ภาชนะดินเผา ก้นกลม ปากบาน ลายเขียนสีแดง ชำรุด ปากบิ่น
ชนิด
ดินเผา
ขนาด
สูง 43 เซนติเมตร ปากกว้าง 26.3 เซนติเมตร
เลขวัตถุ
351/2530


บรรณานุกรม
โกวิทย์  อมาตร์ศรี”โบราณวัตถุที่สำคัญ,”โบราณวัตถี่สำคัญ.13 สิงหาคม2552<http://student.swu.ac.th/hm481010085/hilight1.htm.> 19 สิงหาคม 2554

พระเสตังคมณี(นางสาวรัตน์ชฎาธร พลลำ เลขที่ 21 ชั้น ม.5/1)


พระเสตังคมณี
พระเสตังคมณี หรือ พระแก้วขาว เป็นพระพุทธรูปสลักจากแก้วสีขาวใส มีขนาดหน้าตักกว้าง 4 นิ้ว สูง 6 นิ้ว ตำนานกล่าวว่าเป็นศิลปะสกุลช่างละโว้ ปัจจุบันคู่กับพระศิลาดำปางปราบช้างนาฬาคีรี ณ วัดเชียงมั่น ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ตำนานพระเสตังคมณี
ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานล่วงไปแล้ว 700 ปี ในวันเพ็ญเดือน 7 สุเทวฤๅษีได้นำเอาดอกจำปา 5 ดอกขึ้นไปบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้พบปะสนทนาด้วยพระอินทร์ ซึ่งพระอินทร์ได้บอกแก่สุเทวฤๅษีว่า ปีนี้ในเดือนวิสาขะเพ็ญ ที่ลวะรัฎฐจะสร้างพระพุทธปฏิมากรด้วยแก้วขาว ครั้นสุเทวฤๅษีกลับจากดาวดึงส์เทวโลกแล้วจึงไปสู่เมืองละโว้ ขณะนั้นพระยารามราชเจ้าเมืองละโว้กับพระกัสสปเถรเจ้าปรารภการที่จะสร้างพระแก้ว ซึ่งพระอรหันต์ไปได้แก้วขาวบริสุทธิ์บุษยรัตน์มาจากจันทเทวบุตรแล้วขอพระวิศณุกรรมมาเนรมิต สำเร็จรูปเป็นองค์พระพุทธปฏิมากร สุเทวฤๅษีและฤๅษีอื่นๆก็ได้ไปประชุมช่วยในการสร้างพระด้วย เมื่อสำเร็จแล้วจึงได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 4 องค์ไว้ในพระโมลี (กระหม่อม) 1 องค์ พระนลาต (หน้าผาก) 1 องค์ พระอุระ (หน้าอก) 1 องค์ พระโอษฐ์ (ปาก) 1 องค์ รวม 4 แห่ง

มณฑปที่ประดิษฐานพระเสตังคมณีและพระศิลา ณ วัดเชียงมั่น
เมื่อสร้างเสร็จแล้วพระแก้วขาวจึงได้ประดิษฐานที่เมืองละโว้มาเป็นเวลาช้านาน จนกระทั่งสุเทวฤๅษีสร้างนครหริภุญชัยขึ้นแล้ว จึงได้เชิญเสด็จพระแม่เจ้าจามเทวี พระราชธิดาพระเจ้ากรุงละโว้มาครองนครหริภุญชัย พระแม่เจ้าจามเทวีจึงได้อัญเชิญพระแก้วขาวมาเป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์ พระแก้วขาวจึงประดิษฐาน ณ นครหริภุญชัยมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
พญามังรายได้ยึดครองนครหริภุญชัยได้ใน พ.ศ. 1824 และได้เผาเมือง ต่อมาพญามังรายได้เสด็จตรวจความเสียหาย พบว่าหอพระในพระราชวังไม่ได้ถูกเพลิงไหม้ เมื่อทอดพระเนตรดูพบว่าพระแก้วขาวประดิษฐานอยู่ ณ ที่หอพระ จึงเกิดพระราชศรัทธาและอัญเชิญพระแก้วขาวมาประดิษฐานยังที่ประทับของพระองค์ และบูชาเป็นพระพุทธรูปพระจำพระองค์
เมื่อพญามังรายสร้างนครเชียงใหม่เป็นราชธานีในปี พ.ศ. 1 839 จึงได้อัญเชิญพระแก้วขาวมาประดิษฐานในพระราชวัง คือบริเวณวัดเชียงมั่นในปัจจุบัน จนกระทั่งในสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ลำดับที่ 11 แห่งราชวงศ์มังราย ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้โปรดฯ ให้สร้างหอพระแก้วมรกต (พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร) และพระแก้วขาวตามอย่างโลหะปราสาทของกรุงลังกาไว้ในพระอารามราชกุฎาคารเจดีย์ หรือวัดเจดีย์หลวง
ประมาณ พ.ศ. 2035 ในรัชสมัยพระยอดเชียงรายครองนครเชียงใหม่ มีคนร้ายขโมยพระแก้วขาวไปถวายกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา พระยอดเชียงรายจึงยกทัพติดตามไปอัญเชิญพระแก้วขาวกลับมาประดิษฐานที่นครเชียงใหม่ตามเดิม







บรรณานุกรม
กรมศิลปากร และวัดสังฆารามเชียงมั่น.”พระเสตังคมณี,”พระเสตังคมณี.14 กรกฏาคม 2550
< http://th.wikipedia.org/wiki.> 19 สิงหาคม 2554




วัตถุโบราณ(นางสาว อนัญญา ศรีธนิยโกเศศ)ม.5/1


วัตถุโบราณ


นางรัตติยา ไขยวงศ์ นักโบราณคดี 4 สำนักศิลปากรที่ 6 จ.สุโขทัย กล่าวเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ภายหลังตรวจสอบหลักฐานทางโบราณคดีที่ชาวบ้านขุดพบและเก็บรักษาที่ศูนย์ ปฏิบัติธรรม และที่พักสงฆ์ม่อนอารักษ์ หมู่ 7 ต.ฝายหลวง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ว่า มีขวานสัมฤทธิ์ เศษไห เศษหม้อดินเผา จักรหิน มีด กำไลหิน หยก ลูกกลิ้งบดยา แท่งหินบดยา หินขัด เบี้ยหินพร้อมมีดหินขัดสำหรับแล่เนื้อสัตว์ เป็นต้นเบื้องต้นจะทำรายการบัญชีโบราณวัตถุพร้อมลงทะเบียนไว้ก่อน และให้ศูนย์ปฏิบัติธรรมเก็บรักษาไว้ชั่วคราว คาดว่าเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุ 2,000-2,500 ปี น่าจะเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือใช้ในพิธีกรรม พื้นที่นี้เดิมอาจเป็นชุมชน เนื่องจากอยู่เนินเขาและมีคลองไหลผ่านด้านทิศเหนือ เหมาะสำหรับตั้งรกราก 
พบวัตถุโบราณ 'หม้อ ไห มีดหิน จักรหิน กำไลหิน เบี้ยหิน ขวานหิน ขวาน-ปลายหอกเนื้อสัมฤทธิ์ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ 2,000-2,500 ปี ขณะกำลังปรับพื้นที่สร้างพระประธาน หลังอนุสารีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร จ.อุตรดิตถ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม นายคณิต เอี่ยมระหงษ์รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ นางสายรุ้ง ธาดาจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด นายธัญเทพ หมื่นยุทธ ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาจังหวัด และนายดนัย ชกล้าหาญ ประชาสัมพันธ์จังหวัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ 6 จ.สุโขทัย กรมศิลปากร จำนวน 3 คน เดินทางไปยังศูนย์ปฏิบัติธรรมและที่พักสงฆ์ม่อนอารักษ์ หมู่ 7 ต.ฝายหลวงอ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ด้านหลังห่างจากอนุสารีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ประมาณ 500 เมตร เนื่องจากทราบข่าวว่า มีการขุดพบวัตถุโบราณหลากหลายชนิด และได้พบกับพระอาจารย์ขวัญชัย ขนฺติธมฺโม ผู้ดูแลศูนย์ปฏิบัติธรรมและที่พักสงฆ์ม่อนอารักษ์ พร้อมด้วยพระลูกวัด ชี้แจงว่า ทางวัดได้เตรียมปรับสถานที่บริเวณเนินเขาซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติ และที่พักสงฆ์ บนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ จาก 15 ไร่ เพื่อเป็นสถานที่สร้างพระประธานปูนปั้นองค์ใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 17 เมตร ทรงศิลปสุโขทัย จึงได้ให้ญาติโยมช่วยกันปรับพื้นที่เพื่อขุดเอาซากต้นไม้และเศษไม้ ออกระหว่างที่ขุดลึกประมาณกว่า 1 เมตร พบวัตถุโบราณไม่ทราบอายุ ประกอบด้วยขวานสัมฤทธิ์ เศษไหและเศษหม้อเนื้อดินเผา จักรหิน มีด กำไลหิน หยก ลูกกลิ้งบดยา แท่งหินบดยา หินขัด เบี้ยหินพร้อมมีดหินสำหรับใช้แล่เนื้อสัตว์ มีดสัมฤทธิ์ ธรรม และแจ้งให้ทางสำนักงานวัฒนธรรมและสำนักพุทธได้รับทราบ เพื่อประสานงานยังศิลปากรให้เข้ามาทำการตรวจสอบวัตถุดังกล่าว ก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปนางรัตติยา ไขยวงศ์ นักโบราณคดี 4 สำนักศิลปากรที่ 6 จ.สุโขทัย กรมศิลปากร
 ไหมพรมสีสวย. วัตถุโบราณ”  ตะลึง! พบวัตถุโบราณ 2.5 พันปีที่อุตรดิตถ์  15 พฤศจิกายน 2552

ขายของ วันแม่



ทุน 447 บาท
ขายได้ 480  บาท
ได้กำไร 33  บาท

ผู้จัดทำ Monalisa


๑.นางสาวศุภลักษณ์     สุภรัตนกูุล   เลขที่ 14
๒.นางสาวชนัญญา        ไทยแท้       เลขที่ 8
๓.นางสาวอนัญญา        ศรีธนินยโกเศศ   เลขที่ 18
๔.นางสาวอมราพร        สินธุ์ศาลาแสง    เลขที่  19
๕.นางสาวรัตน์ชฎาธร    พลลำ                 เลขที่  21

เทพีวีนัส(นางสาวชนัญญา ไทยแท้ ชั้น ม.5/1 เลชที่ 8 )


เทพีวีนัส (อังกฤษ: Venus) เป็นเทพีแห่งเทพปกรณัมโรมันที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรักและความงาม หรืออีกชื่อคือ อโฟรไดท์ (Aphrodite) แห่งเทพปกรณัมกรีก พระนางเป็นชายาของเทพวัลคัน (Vulcan)หรือ เฮฟเฟสตุส เทพแห่งงานช่าง เทพีวีนัสตามตำราว่าเกิดขึ้นเองจากฟองทะเล ด้วยพระนามของพระนาง อะโฟรไดท์ นั้น มาจากคำว่า 'Aphros'ที่แปลว่าฟอง ซึ่งมีตำนานว่าพระนางเกิดในทะเลใกล้เกาะไซเธอรา และถูกคลื่นซัดไปยังเกาะไซปรัส แต่บางตำราว่าเป็นธิดาของเทพซุสที่เกิดจากจากนางอัปสรไดโอนี แต่ที่ตรงกันคือพระนางมีความงดงามที่ไม่มีใครเทียมได้แม้กระทั่งเทพธิดาด้วยกัน และสามารถสะกดใจผู้ชายทุกคนได้ภายในพริบตาแรกที่มองเห็นพระนาง พระนางจึงไม่ยอมเด็ดขาดหากใครจะกล้าล้ำเส้นเทพีความงามของพระนาง ด้วยแรงริษยาที่รุนแรงพอๆกับรูปโฉมสะสวยทำให้เทพีวีนัสเป็นที่หวาดหวั่นของเทพหลายๆองค์   ในวันแรกที่เทพีวีนัสปรากฏตัวบนเขาโอลิมปัส เทพชายทุกองค์โดยเฉพาะเทพซุสเองก็อยากได้พระนางมาครอบครอง แต่เทพีวีนัสไม่ใช่หญิงสาวเรียบร้อยหัวอ่อนว่าง่าย ทำให้เทพซุสเกิดความโมโหและแก้เผ็ดพระนาง โดยจับพระนางแต่งงานกับเทพวัลแคนพระโอรสของพระองค์ ซึ่งเทพวัลแคนชอบขลุกอยู่ในโรงงาน ก่อสร้าง และประดิษฐ์สิ่งต่างๆเนื้อตัวมอมแมม แถมยังเป็นเทพขาเป๋ ทำให้เทพีวีนัสโกรธเคืองอย่างมาก แต่พระนางก็กล้าทำในสิ่งที่เทพีอื่นๆ ไม่กล้า นั่นคือการคบชู้สู่ชายแบบตามใจชอบเทพีวีนัส (อังกฤษ: Venus) เป็นเทพีแห่งเทพปกรณัมโรมันที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรักและความงาม หรืออีกชื่อคือ อโฟรไดท์ (Aphrodite) แห่งเทพปกรณัมกรีก พระนางเป็นชายาของเทพวัลคัน (Vulcan)หรือ เฮฟเฟสตุส เทพแห่งงานช่าง เทพีวีนัสตามตำราว่าเกิดขึ้นเองจากฟองทะเล ด้วยพระนามของพระนาง อะโฟรไดท์ นั้น มาจากคำว่า 'Aphros'ที่แปลว่าฟอง ซึ่งมีตำนานว่าพระนางเกิดในทะเลใกล้เกาะไซเธอรา และถูกคลื่นซัดไปยังเกาะไซปรัส แต่บางตำราว่าเป็นธิดาของเทพซุสที่เกิดจากจากนางอัปสรไดโอนี แต่ที่ตรงกันคือพระนางมีความงดงามที่ไม่มีใครเทียมได้แม้กระทั่งเทพธิดาด้วยกัน และสามารถสะกดใจผู้ชายทุกคนได้ภายในพริบตาแรกที่มองเห็นพระนาง พระนางจึงไม่ยอมเด็ดขาดหากใครจะกล้าล้ำเส้นเทพีความงามของพระนาง ด้วยแรงริษยาที่รุนแรงพอๆกับรูปโฉมสะสวยทำให้เทพีวีนัสเป็นที่หวาดหวั่นของเทพหลายๆองค์   ในวันแรกที่เทพีวีนัสปรากฏตัวบนเขาโอลิมปัส เทพชายทุกองค์โดยเฉพาะเทพซุสเองก็อยากได้พระนางมาครอบครอง แต่เทพีวีนัสไม่ใช่หญิงสาวเรียบร้อยหัวอ่อนว่าง่าย ทำให้เทพซุสเกิดความโมโหและแก้เผ็ดพระนาง โดยจับพระนางแต่งงานกับเทพวัลแคนพระโอรสของพระองค์ ซึ่งเทพวัลแคนชอบขลุกอยู่ในโรงงาน ก่อสร้าง และประดิษฐ์สิ่งต่างๆเนื้อตัวมอมแมม แถมยังเป็นเทพขาเป๋ ทำให้เทพีวีนัสโกรธเคืองอย่างมาก แต่พระนางก็กล้าทำในสิ่งที่เทพีอื่นๆ ไม่กล้า นั่นคือการคบชู้สู่ชายแบบตามใจชอบ
 เทพีวีนัส (อังกฤษ: Venus) เป็นเทพีแห่งเทพปกรณัมโรมันที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรักและความงาม หรืออีกชื่อคือ อโฟรไดท์ (Aphrodite) แห่งเทพปกรณัมกรีก พระนางเป็นชายาของเทพวัลคัน (Vulcan)หรือ เฮฟเฟสตุส เทพแห่งงานช่าง เทพีวีนัสตามตำราว่าเกิดขึ้นเองจากฟองทะเล ด้วยพระนามของพระนาง อะโฟรไดท์ นั้น มาจากคำว่า 'Aphros'ที่แปลว่าฟอง ซึ่งมีตำนานว่าพระนางเกิดในทะเลใกล้เกาะไซเธอรา และถูกคลื่นซัดไปยังเกาะไซปรัส แต่บางตำราว่าเป็นธิดาของเทพซุสที่เกิดจากจากนางอัปสรไดโอนี แต่ที่ตรงกันคือพระนางมีความงดงามที่ไม่มีใครเทียมได้แม้กระทั่งเทพธิดาด้วยกัน และสามารถสะกดใจผู้ชายทุกคนได้ภายในพริบตาแรกที่มองเห็นพระนาง พระนางจึงไม่ยอมเด็ดขาดหากใครจะกล้าล้ำเส้นเทพีความงามของพระนาง ด้วยแรงริษยาที่รุนแรงพอๆกับรูปโฉมสะสวยทำให้เทพีวีนัสเป็นที่หวาดหวั่นของเทพหลายๆองค์   ในวันแรกที่เทพีวีนัสปรากฏตัวบนเขาโอลิมปัส เทพชายทุกองค์โดยเฉพาะเทพซุสเองก็อยากได้พระนางมาครอบครอง แต่เทพีวีนัสไม่ใช่หญิงสาวเรียบร้อยหัวอ่อนว่าง่าย ทำให้เทพซุสเกิดความโมโหและแก้เผ็ดพระนาง โดยจับพระนางแต่งงานกับเทพวัลแคนพระโอรสของพระองค์ ซึ่งเทพวัลแคนชอบขลุกอยู่ในโรงงาน ก่อสร้าง และประดิษฐ์สิ่งต่างๆเนื้อตัวมอมแมม แถมยังเป็นเทพขาเป๋ ทำให้เทพีวีนัสโกรธเคืองอย่างมาก แต่พระนางก็กล้าทำในสิ่งที่เทพีอื่นๆ ไม่กล้า นั่นคือการคบชู้สู่ชายแบบตามใจชอบ                                                             บรรณนุกรม
นายอำพล อำนาจ.”เทพีวินัส,”เทพีวีนัส.15 พฤษภาคม 2553 <http://cutieparade.exteen.com/20070103/entry-11.>18 สิงหาคม 2554.

วัตถุโบราณ(นางสาวศุภลักษณ์ สุภรัตนกููล ม.5/1 เลขที่ 14)

โบราณวัตถุ
            พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ศิลปะลพบุรี อิทธิพลศิลปะขอมแบบบายน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ วัสดุ หินทราย ขนาด สูงประมาณ ๑๔๘.๕ เซนติเมตร ประวัติ พบที่โบราณสถานเนินทางพระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ลักษณะทางประติมาณวิทยา ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สลักจากหินทรายสีเขียว สูงประมาณ ๑๔๘.๕ ซม. พบที่ เโบราณสถานเนินทางพระในเขตอำเภอสามชุกซึ่งเป็นโบราณ สถานในศาสนาพุทธนิกายมหายาน สมัยลพบุรีเดิมจัด แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ลักษณะทางประติมาณวิทยาที่สำคัญ คือ เป็นประติมากรรมรูปบุรุษ เกล้า มวยผมสูงถักผม ลักษณะที่เรียกว่า "ชฎามกุฎ" มวยผมผายออกตอนบน ส่วนโคนมวยคอด ต่างไปจากรูปพระอวโลกิเต ศวรศิลปะขอมทั่วไปที่มีมวยทรงกระบอก ปรากฏรูปภาพพระพุทธปางสมาธิ หรือพระอติมาภะอยู่ด้านหน้ามวยผม มี กรอบไรพระศกทำลายเป็นรูปเม็ดไข่ปลา พระโพธิสัตว์มีพระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยมพระเนตยาวรี ลืมพระเนตร ต่างกับ รูปพระโพธิสัตว์ทั่วไปที่มีพระเนตรปิดสนิทอันเป็นลักษณะของศิลปะขอมแบบบายน สวมกุณฑลรูปตุ้ม สวมกรองศอสั้น รูปสามเหลี่ยมและพาหุรัด ม ๔ กร หัตถ์ซ้ายบนถือคัมภีร์ หัตถ์ซ้ายล่างถือหม้อน้ำมนต์ หัตถ์ขวาบนถือพวงลูกประคำ หัตถ์ขวาล่างถือดอกบัว นุ่งผ้าสั้น มีชายผ้าเป็นรูปหางปลา คาดเข็มขัดมี หัวรูปสี่เหลี่ยมประดับลายดอกไม้ จาก ลักษณะทางประติมาณวิทยาของพระโพธิสัตว์ที่กล่าวไป แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะพื้นเมืองบางประการที่ผสม ผสานอยู่กับศิลปะขอมแบบบายนอายุราวพุทธศตวรรษที่๑๘ อันเป็นศิลปะที่ให้อิทธิพลโดยตรงกับรูปพระโพธิสัตว์องค์นี้
พระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะลพบุรี อิทธิพลศิลปะขอมแบบบายน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ วัสดุ หินทราย ขนาดสูงประมาณ ๑๐๗ เซนติเมตร หน้าตักกว้างประมาณ ๔๗ เซนติเมตร ประวัติ พบที่วัดปู่บัว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ลักษณะทางประติมาณวิทยา พระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้ สลักจากหินทรายสีเขียว พบที่วัดปู่บัว เดิมจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาต ิ อู่ทอง มีลักษณะทางประติมาณวิทยาที่สำคัญคือ พระพุทธรูปมีรัศมีเป็นรูปกลีบบัวซ้อนกัน ๓ ชั้นเม็ดพระศกทำเป็น ลายรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็กปรากฏกรอบไรพระศกพระพักตร์มีลักษณะค่อนข้างเหลี่ยมพระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกาพระเนตร ยาวรีลืมพระเนตรพระนาสิกโด่งงุ้มพระโอษฐ์หนาอยู่ในอาการแย้มพระสรวลเล็กน้อยพระกรรณยาวพระพุทธรูปครองจีวรห่ม เฉียง ปรากฏสังฆาฎิบนพระอังสา พระหัตถ์ทั้งสองประสานกันอยู่บนพระเพลาในลักษณะสมาธิ ปรากฏรูปธรรมจักร อันเป็นลักษณะของมหาบุรุษอยู่บนฝ่าพระหัตถ์ ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่บนขนดนาคสามชั้น ขนดนาคมีลักษณะสอบลง สู่ชั้นล่าง เบื้องหลังพระพุทธรูปทำรูปนาค ๗ เศียร นาคมีลักษณะใบหน้ายาว นาคเศียรข้างทุกเศียรชำเลืองไป ยังนาคเศียรกลางปรากฏลายดอกจันทร์ที่ลำคอนาค ลักษณะ
ของพระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้ อยู่ในศิลปะลพบุรี ซึ่งรับ อิทธิพลจากศิลปะขอมแบบบายน ผสมผสานกับฝีมือช่างท้องถิ่น กำหนดอายุได้อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘

บรรณานุกรมกรม
ภูมิ จันทร์ศรี.”โบราณวัตถุ,”โบราณวัตถุ.14 มกราคม 2550. <http://www.suphanburi.thai-culture.net/detailcontent.>18 สิงหาคม 2554.