วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โบราณวัตถุที่สำคัญ(อมราพร สินธิ์ศาลาแสง เลขที่19 ชั้น ม.5/1)

วัตถุ
ภาชนะดินเผา ก้นกลม คอยาว ลายขูด ชำรุด แตกต่อไว้ทั้งใบ ขุดค้นได้ ที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงตั้งแต่ปี พ.ศ.2510- 2518
ชนิด
ดินเผา
ขนาด
สูง 46.7 เซนติเมตร ปากกว้าง 26 เซนติเมตร
เลขวัตถุ
352/2530

วัตถุ
ดินเผา ก้นกลม ปากเล็ก ลายขูด ชำรุด แตกต่อไว้ทั้งใบ ตรงบ่ามีสันนูนหยัก
ชนิด
ดินเผา
ขนาด
สูง 38 เซนติเมตร ปากกว้าง 16.5 เซนติเมตร
เลขวัตถุ
313/2530
วัตถุ
ภาชนะดินเผา ก้นกลม ปากบาน ลายเขียนสีแดง ชำรุด ปากบิ่น
ชนิด
ดินเผา
ขนาด
สูง 43 เซนติเมตร ปากกว้าง 26.3 เซนติเมตร
เลขวัตถุ
351/2530


บรรณานุกรม
โกวิทย์  อมาตร์ศรี”โบราณวัตถุที่สำคัญ,”โบราณวัตถี่สำคัญ.13 สิงหาคม2552<http://student.swu.ac.th/hm481010085/hilight1.htm.> 19 สิงหาคม 2554

พระเสตังคมณี(นางสาวรัตน์ชฎาธร พลลำ เลขที่ 21 ชั้น ม.5/1)


พระเสตังคมณี
พระเสตังคมณี หรือ พระแก้วขาว เป็นพระพุทธรูปสลักจากแก้วสีขาวใส มีขนาดหน้าตักกว้าง 4 นิ้ว สูง 6 นิ้ว ตำนานกล่าวว่าเป็นศิลปะสกุลช่างละโว้ ปัจจุบันคู่กับพระศิลาดำปางปราบช้างนาฬาคีรี ณ วัดเชียงมั่น ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ตำนานพระเสตังคมณี
ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานล่วงไปแล้ว 700 ปี ในวันเพ็ญเดือน 7 สุเทวฤๅษีได้นำเอาดอกจำปา 5 ดอกขึ้นไปบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้พบปะสนทนาด้วยพระอินทร์ ซึ่งพระอินทร์ได้บอกแก่สุเทวฤๅษีว่า ปีนี้ในเดือนวิสาขะเพ็ญ ที่ลวะรัฎฐจะสร้างพระพุทธปฏิมากรด้วยแก้วขาว ครั้นสุเทวฤๅษีกลับจากดาวดึงส์เทวโลกแล้วจึงไปสู่เมืองละโว้ ขณะนั้นพระยารามราชเจ้าเมืองละโว้กับพระกัสสปเถรเจ้าปรารภการที่จะสร้างพระแก้ว ซึ่งพระอรหันต์ไปได้แก้วขาวบริสุทธิ์บุษยรัตน์มาจากจันทเทวบุตรแล้วขอพระวิศณุกรรมมาเนรมิต สำเร็จรูปเป็นองค์พระพุทธปฏิมากร สุเทวฤๅษีและฤๅษีอื่นๆก็ได้ไปประชุมช่วยในการสร้างพระด้วย เมื่อสำเร็จแล้วจึงได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 4 องค์ไว้ในพระโมลี (กระหม่อม) 1 องค์ พระนลาต (หน้าผาก) 1 องค์ พระอุระ (หน้าอก) 1 องค์ พระโอษฐ์ (ปาก) 1 องค์ รวม 4 แห่ง

มณฑปที่ประดิษฐานพระเสตังคมณีและพระศิลา ณ วัดเชียงมั่น
เมื่อสร้างเสร็จแล้วพระแก้วขาวจึงได้ประดิษฐานที่เมืองละโว้มาเป็นเวลาช้านาน จนกระทั่งสุเทวฤๅษีสร้างนครหริภุญชัยขึ้นแล้ว จึงได้เชิญเสด็จพระแม่เจ้าจามเทวี พระราชธิดาพระเจ้ากรุงละโว้มาครองนครหริภุญชัย พระแม่เจ้าจามเทวีจึงได้อัญเชิญพระแก้วขาวมาเป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์ พระแก้วขาวจึงประดิษฐาน ณ นครหริภุญชัยมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
พญามังรายได้ยึดครองนครหริภุญชัยได้ใน พ.ศ. 1824 และได้เผาเมือง ต่อมาพญามังรายได้เสด็จตรวจความเสียหาย พบว่าหอพระในพระราชวังไม่ได้ถูกเพลิงไหม้ เมื่อทอดพระเนตรดูพบว่าพระแก้วขาวประดิษฐานอยู่ ณ ที่หอพระ จึงเกิดพระราชศรัทธาและอัญเชิญพระแก้วขาวมาประดิษฐานยังที่ประทับของพระองค์ และบูชาเป็นพระพุทธรูปพระจำพระองค์
เมื่อพญามังรายสร้างนครเชียงใหม่เป็นราชธานีในปี พ.ศ. 1 839 จึงได้อัญเชิญพระแก้วขาวมาประดิษฐานในพระราชวัง คือบริเวณวัดเชียงมั่นในปัจจุบัน จนกระทั่งในสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ลำดับที่ 11 แห่งราชวงศ์มังราย ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้โปรดฯ ให้สร้างหอพระแก้วมรกต (พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร) และพระแก้วขาวตามอย่างโลหะปราสาทของกรุงลังกาไว้ในพระอารามราชกุฎาคารเจดีย์ หรือวัดเจดีย์หลวง
ประมาณ พ.ศ. 2035 ในรัชสมัยพระยอดเชียงรายครองนครเชียงใหม่ มีคนร้ายขโมยพระแก้วขาวไปถวายกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา พระยอดเชียงรายจึงยกทัพติดตามไปอัญเชิญพระแก้วขาวกลับมาประดิษฐานที่นครเชียงใหม่ตามเดิม







บรรณานุกรม
กรมศิลปากร และวัดสังฆารามเชียงมั่น.”พระเสตังคมณี,”พระเสตังคมณี.14 กรกฏาคม 2550
< http://th.wikipedia.org/wiki.> 19 สิงหาคม 2554




วัตถุโบราณ(นางสาว อนัญญา ศรีธนิยโกเศศ)ม.5/1


วัตถุโบราณ


นางรัตติยา ไขยวงศ์ นักโบราณคดี 4 สำนักศิลปากรที่ 6 จ.สุโขทัย กล่าวเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ภายหลังตรวจสอบหลักฐานทางโบราณคดีที่ชาวบ้านขุดพบและเก็บรักษาที่ศูนย์ ปฏิบัติธรรม และที่พักสงฆ์ม่อนอารักษ์ หมู่ 7 ต.ฝายหลวง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ว่า มีขวานสัมฤทธิ์ เศษไห เศษหม้อดินเผา จักรหิน มีด กำไลหิน หยก ลูกกลิ้งบดยา แท่งหินบดยา หินขัด เบี้ยหินพร้อมมีดหินขัดสำหรับแล่เนื้อสัตว์ เป็นต้นเบื้องต้นจะทำรายการบัญชีโบราณวัตถุพร้อมลงทะเบียนไว้ก่อน และให้ศูนย์ปฏิบัติธรรมเก็บรักษาไว้ชั่วคราว คาดว่าเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุ 2,000-2,500 ปี น่าจะเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือใช้ในพิธีกรรม พื้นที่นี้เดิมอาจเป็นชุมชน เนื่องจากอยู่เนินเขาและมีคลองไหลผ่านด้านทิศเหนือ เหมาะสำหรับตั้งรกราก 
พบวัตถุโบราณ 'หม้อ ไห มีดหิน จักรหิน กำไลหิน เบี้ยหิน ขวานหิน ขวาน-ปลายหอกเนื้อสัมฤทธิ์ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ 2,000-2,500 ปี ขณะกำลังปรับพื้นที่สร้างพระประธาน หลังอนุสารีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร จ.อุตรดิตถ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม นายคณิต เอี่ยมระหงษ์รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ นางสายรุ้ง ธาดาจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด นายธัญเทพ หมื่นยุทธ ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาจังหวัด และนายดนัย ชกล้าหาญ ประชาสัมพันธ์จังหวัด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ 6 จ.สุโขทัย กรมศิลปากร จำนวน 3 คน เดินทางไปยังศูนย์ปฏิบัติธรรมและที่พักสงฆ์ม่อนอารักษ์ หมู่ 7 ต.ฝายหลวงอ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ด้านหลังห่างจากอนุสารีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ประมาณ 500 เมตร เนื่องจากทราบข่าวว่า มีการขุดพบวัตถุโบราณหลากหลายชนิด และได้พบกับพระอาจารย์ขวัญชัย ขนฺติธมฺโม ผู้ดูแลศูนย์ปฏิบัติธรรมและที่พักสงฆ์ม่อนอารักษ์ พร้อมด้วยพระลูกวัด ชี้แจงว่า ทางวัดได้เตรียมปรับสถานที่บริเวณเนินเขาซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติ และที่พักสงฆ์ บนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ จาก 15 ไร่ เพื่อเป็นสถานที่สร้างพระประธานปูนปั้นองค์ใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 17 เมตร ทรงศิลปสุโขทัย จึงได้ให้ญาติโยมช่วยกันปรับพื้นที่เพื่อขุดเอาซากต้นไม้และเศษไม้ ออกระหว่างที่ขุดลึกประมาณกว่า 1 เมตร พบวัตถุโบราณไม่ทราบอายุ ประกอบด้วยขวานสัมฤทธิ์ เศษไหและเศษหม้อเนื้อดินเผา จักรหิน มีด กำไลหิน หยก ลูกกลิ้งบดยา แท่งหินบดยา หินขัด เบี้ยหินพร้อมมีดหินสำหรับใช้แล่เนื้อสัตว์ มีดสัมฤทธิ์ ธรรม และแจ้งให้ทางสำนักงานวัฒนธรรมและสำนักพุทธได้รับทราบ เพื่อประสานงานยังศิลปากรให้เข้ามาทำการตรวจสอบวัตถุดังกล่าว ก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปนางรัตติยา ไขยวงศ์ นักโบราณคดี 4 สำนักศิลปากรที่ 6 จ.สุโขทัย กรมศิลปากร
 ไหมพรมสีสวย. วัตถุโบราณ”  ตะลึง! พบวัตถุโบราณ 2.5 พันปีที่อุตรดิตถ์  15 พฤศจิกายน 2552

ขายของ วันแม่



ทุน 447 บาท
ขายได้ 480  บาท
ได้กำไร 33  บาท

ผู้จัดทำ Monalisa


๑.นางสาวศุภลักษณ์     สุภรัตนกูุล   เลขที่ 14
๒.นางสาวชนัญญา        ไทยแท้       เลขที่ 8
๓.นางสาวอนัญญา        ศรีธนินยโกเศศ   เลขที่ 18
๔.นางสาวอมราพร        สินธุ์ศาลาแสง    เลขที่  19
๕.นางสาวรัตน์ชฎาธร    พลลำ                 เลขที่  21

เทพีวีนัส(นางสาวชนัญญา ไทยแท้ ชั้น ม.5/1 เลชที่ 8 )


เทพีวีนัส (อังกฤษ: Venus) เป็นเทพีแห่งเทพปกรณัมโรมันที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรักและความงาม หรืออีกชื่อคือ อโฟรไดท์ (Aphrodite) แห่งเทพปกรณัมกรีก พระนางเป็นชายาของเทพวัลคัน (Vulcan)หรือ เฮฟเฟสตุส เทพแห่งงานช่าง เทพีวีนัสตามตำราว่าเกิดขึ้นเองจากฟองทะเล ด้วยพระนามของพระนาง อะโฟรไดท์ นั้น มาจากคำว่า 'Aphros'ที่แปลว่าฟอง ซึ่งมีตำนานว่าพระนางเกิดในทะเลใกล้เกาะไซเธอรา และถูกคลื่นซัดไปยังเกาะไซปรัส แต่บางตำราว่าเป็นธิดาของเทพซุสที่เกิดจากจากนางอัปสรไดโอนี แต่ที่ตรงกันคือพระนางมีความงดงามที่ไม่มีใครเทียมได้แม้กระทั่งเทพธิดาด้วยกัน และสามารถสะกดใจผู้ชายทุกคนได้ภายในพริบตาแรกที่มองเห็นพระนาง พระนางจึงไม่ยอมเด็ดขาดหากใครจะกล้าล้ำเส้นเทพีความงามของพระนาง ด้วยแรงริษยาที่รุนแรงพอๆกับรูปโฉมสะสวยทำให้เทพีวีนัสเป็นที่หวาดหวั่นของเทพหลายๆองค์   ในวันแรกที่เทพีวีนัสปรากฏตัวบนเขาโอลิมปัส เทพชายทุกองค์โดยเฉพาะเทพซุสเองก็อยากได้พระนางมาครอบครอง แต่เทพีวีนัสไม่ใช่หญิงสาวเรียบร้อยหัวอ่อนว่าง่าย ทำให้เทพซุสเกิดความโมโหและแก้เผ็ดพระนาง โดยจับพระนางแต่งงานกับเทพวัลแคนพระโอรสของพระองค์ ซึ่งเทพวัลแคนชอบขลุกอยู่ในโรงงาน ก่อสร้าง และประดิษฐ์สิ่งต่างๆเนื้อตัวมอมแมม แถมยังเป็นเทพขาเป๋ ทำให้เทพีวีนัสโกรธเคืองอย่างมาก แต่พระนางก็กล้าทำในสิ่งที่เทพีอื่นๆ ไม่กล้า นั่นคือการคบชู้สู่ชายแบบตามใจชอบเทพีวีนัส (อังกฤษ: Venus) เป็นเทพีแห่งเทพปกรณัมโรมันที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรักและความงาม หรืออีกชื่อคือ อโฟรไดท์ (Aphrodite) แห่งเทพปกรณัมกรีก พระนางเป็นชายาของเทพวัลคัน (Vulcan)หรือ เฮฟเฟสตุส เทพแห่งงานช่าง เทพีวีนัสตามตำราว่าเกิดขึ้นเองจากฟองทะเล ด้วยพระนามของพระนาง อะโฟรไดท์ นั้น มาจากคำว่า 'Aphros'ที่แปลว่าฟอง ซึ่งมีตำนานว่าพระนางเกิดในทะเลใกล้เกาะไซเธอรา และถูกคลื่นซัดไปยังเกาะไซปรัส แต่บางตำราว่าเป็นธิดาของเทพซุสที่เกิดจากจากนางอัปสรไดโอนี แต่ที่ตรงกันคือพระนางมีความงดงามที่ไม่มีใครเทียมได้แม้กระทั่งเทพธิดาด้วยกัน และสามารถสะกดใจผู้ชายทุกคนได้ภายในพริบตาแรกที่มองเห็นพระนาง พระนางจึงไม่ยอมเด็ดขาดหากใครจะกล้าล้ำเส้นเทพีความงามของพระนาง ด้วยแรงริษยาที่รุนแรงพอๆกับรูปโฉมสะสวยทำให้เทพีวีนัสเป็นที่หวาดหวั่นของเทพหลายๆองค์   ในวันแรกที่เทพีวีนัสปรากฏตัวบนเขาโอลิมปัส เทพชายทุกองค์โดยเฉพาะเทพซุสเองก็อยากได้พระนางมาครอบครอง แต่เทพีวีนัสไม่ใช่หญิงสาวเรียบร้อยหัวอ่อนว่าง่าย ทำให้เทพซุสเกิดความโมโหและแก้เผ็ดพระนาง โดยจับพระนางแต่งงานกับเทพวัลแคนพระโอรสของพระองค์ ซึ่งเทพวัลแคนชอบขลุกอยู่ในโรงงาน ก่อสร้าง และประดิษฐ์สิ่งต่างๆเนื้อตัวมอมแมม แถมยังเป็นเทพขาเป๋ ทำให้เทพีวีนัสโกรธเคืองอย่างมาก แต่พระนางก็กล้าทำในสิ่งที่เทพีอื่นๆ ไม่กล้า นั่นคือการคบชู้สู่ชายแบบตามใจชอบ
 เทพีวีนัส (อังกฤษ: Venus) เป็นเทพีแห่งเทพปกรณัมโรมันที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรักและความงาม หรืออีกชื่อคือ อโฟรไดท์ (Aphrodite) แห่งเทพปกรณัมกรีก พระนางเป็นชายาของเทพวัลคัน (Vulcan)หรือ เฮฟเฟสตุส เทพแห่งงานช่าง เทพีวีนัสตามตำราว่าเกิดขึ้นเองจากฟองทะเล ด้วยพระนามของพระนาง อะโฟรไดท์ นั้น มาจากคำว่า 'Aphros'ที่แปลว่าฟอง ซึ่งมีตำนานว่าพระนางเกิดในทะเลใกล้เกาะไซเธอรา และถูกคลื่นซัดไปยังเกาะไซปรัส แต่บางตำราว่าเป็นธิดาของเทพซุสที่เกิดจากจากนางอัปสรไดโอนี แต่ที่ตรงกันคือพระนางมีความงดงามที่ไม่มีใครเทียมได้แม้กระทั่งเทพธิดาด้วยกัน และสามารถสะกดใจผู้ชายทุกคนได้ภายในพริบตาแรกที่มองเห็นพระนาง พระนางจึงไม่ยอมเด็ดขาดหากใครจะกล้าล้ำเส้นเทพีความงามของพระนาง ด้วยแรงริษยาที่รุนแรงพอๆกับรูปโฉมสะสวยทำให้เทพีวีนัสเป็นที่หวาดหวั่นของเทพหลายๆองค์   ในวันแรกที่เทพีวีนัสปรากฏตัวบนเขาโอลิมปัส เทพชายทุกองค์โดยเฉพาะเทพซุสเองก็อยากได้พระนางมาครอบครอง แต่เทพีวีนัสไม่ใช่หญิงสาวเรียบร้อยหัวอ่อนว่าง่าย ทำให้เทพซุสเกิดความโมโหและแก้เผ็ดพระนาง โดยจับพระนางแต่งงานกับเทพวัลแคนพระโอรสของพระองค์ ซึ่งเทพวัลแคนชอบขลุกอยู่ในโรงงาน ก่อสร้าง และประดิษฐ์สิ่งต่างๆเนื้อตัวมอมแมม แถมยังเป็นเทพขาเป๋ ทำให้เทพีวีนัสโกรธเคืองอย่างมาก แต่พระนางก็กล้าทำในสิ่งที่เทพีอื่นๆ ไม่กล้า นั่นคือการคบชู้สู่ชายแบบตามใจชอบ                                                             บรรณนุกรม
นายอำพล อำนาจ.”เทพีวินัส,”เทพีวีนัส.15 พฤษภาคม 2553 <http://cutieparade.exteen.com/20070103/entry-11.>18 สิงหาคม 2554.

วัตถุโบราณ(นางสาวศุภลักษณ์ สุภรัตนกููล ม.5/1 เลขที่ 14)

โบราณวัตถุ
            พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ศิลปะลพบุรี อิทธิพลศิลปะขอมแบบบายน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ วัสดุ หินทราย ขนาด สูงประมาณ ๑๔๘.๕ เซนติเมตร ประวัติ พบที่โบราณสถานเนินทางพระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ลักษณะทางประติมาณวิทยา ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สลักจากหินทรายสีเขียว สูงประมาณ ๑๔๘.๕ ซม. พบที่ เโบราณสถานเนินทางพระในเขตอำเภอสามชุกซึ่งเป็นโบราณ สถานในศาสนาพุทธนิกายมหายาน สมัยลพบุรีเดิมจัด แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ลักษณะทางประติมาณวิทยาที่สำคัญ คือ เป็นประติมากรรมรูปบุรุษ เกล้า มวยผมสูงถักผม ลักษณะที่เรียกว่า "ชฎามกุฎ" มวยผมผายออกตอนบน ส่วนโคนมวยคอด ต่างไปจากรูปพระอวโลกิเต ศวรศิลปะขอมทั่วไปที่มีมวยทรงกระบอก ปรากฏรูปภาพพระพุทธปางสมาธิ หรือพระอติมาภะอยู่ด้านหน้ามวยผม มี กรอบไรพระศกทำลายเป็นรูปเม็ดไข่ปลา พระโพธิสัตว์มีพระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยมพระเนตยาวรี ลืมพระเนตร ต่างกับ รูปพระโพธิสัตว์ทั่วไปที่มีพระเนตรปิดสนิทอันเป็นลักษณะของศิลปะขอมแบบบายน สวมกุณฑลรูปตุ้ม สวมกรองศอสั้น รูปสามเหลี่ยมและพาหุรัด ม ๔ กร หัตถ์ซ้ายบนถือคัมภีร์ หัตถ์ซ้ายล่างถือหม้อน้ำมนต์ หัตถ์ขวาบนถือพวงลูกประคำ หัตถ์ขวาล่างถือดอกบัว นุ่งผ้าสั้น มีชายผ้าเป็นรูปหางปลา คาดเข็มขัดมี หัวรูปสี่เหลี่ยมประดับลายดอกไม้ จาก ลักษณะทางประติมาณวิทยาของพระโพธิสัตว์ที่กล่าวไป แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะพื้นเมืองบางประการที่ผสม ผสานอยู่กับศิลปะขอมแบบบายนอายุราวพุทธศตวรรษที่๑๘ อันเป็นศิลปะที่ให้อิทธิพลโดยตรงกับรูปพระโพธิสัตว์องค์นี้
พระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะลพบุรี อิทธิพลศิลปะขอมแบบบายน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ วัสดุ หินทราย ขนาดสูงประมาณ ๑๐๗ เซนติเมตร หน้าตักกว้างประมาณ ๔๗ เซนติเมตร ประวัติ พบที่วัดปู่บัว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ลักษณะทางประติมาณวิทยา พระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้ สลักจากหินทรายสีเขียว พบที่วัดปู่บัว เดิมจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาต ิ อู่ทอง มีลักษณะทางประติมาณวิทยาที่สำคัญคือ พระพุทธรูปมีรัศมีเป็นรูปกลีบบัวซ้อนกัน ๓ ชั้นเม็ดพระศกทำเป็น ลายรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็กปรากฏกรอบไรพระศกพระพักตร์มีลักษณะค่อนข้างเหลี่ยมพระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกาพระเนตร ยาวรีลืมพระเนตรพระนาสิกโด่งงุ้มพระโอษฐ์หนาอยู่ในอาการแย้มพระสรวลเล็กน้อยพระกรรณยาวพระพุทธรูปครองจีวรห่ม เฉียง ปรากฏสังฆาฎิบนพระอังสา พระหัตถ์ทั้งสองประสานกันอยู่บนพระเพลาในลักษณะสมาธิ ปรากฏรูปธรรมจักร อันเป็นลักษณะของมหาบุรุษอยู่บนฝ่าพระหัตถ์ ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่บนขนดนาคสามชั้น ขนดนาคมีลักษณะสอบลง สู่ชั้นล่าง เบื้องหลังพระพุทธรูปทำรูปนาค ๗ เศียร นาคมีลักษณะใบหน้ายาว นาคเศียรข้างทุกเศียรชำเลืองไป ยังนาคเศียรกลางปรากฏลายดอกจันทร์ที่ลำคอนาค ลักษณะ
ของพระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้ อยู่ในศิลปะลพบุรี ซึ่งรับ อิทธิพลจากศิลปะขอมแบบบายน ผสมผสานกับฝีมือช่างท้องถิ่น กำหนดอายุได้อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘

บรรณานุกรมกรม
ภูมิ จันทร์ศรี.”โบราณวัตถุ,”โบราณวัตถุ.14 มกราคม 2550. <http://www.suphanburi.thai-culture.net/detailcontent.>18 สิงหาคม 2554.