วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

ประวัติบุคคล


เพิ่มเติมคลิก

นางสาวชนัญญา ไทยแท้
นางสาวศุภลักษณ์ สุภรัตนกูล
นางสาวอนัญญา ศรีธนินยโกเศศ
นางสาวอราพร สินธุ์ศาลาแสง
นางสาวรัตน์ชฏาธร พลลำ
ม.๕/๑

ผู้ประกาศข่าวกีฬา(นางสาวรัตน์ชฎาธร พลลำ เลขที่ ๒๑)

                                                                                             






 เพิ่มเติมคลิก

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

นางสาวรัตน์ชฏาธร พลลำ เลขที่ 20 ชั้น ม.5/1(โบราณสถาน พระมหาเจดีย์พุทธคยา)


ตำบลคยา หนึ่งในอำเภอคยา จังหวัดมคธ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ตัวเมืองทอดยาวไปตามชายฝั่งของแม่น้ำเนรัญชรา เมืองแห่งนี้เป็นเมืองสำคัญทั้งของศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูและเป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ชฏิลสามพี่น้องคือ อุรุเวลากัสสปะ, นทีกัสสปะ, คยากัสสปะ และบริวาร 1,003 รูป จนสำเร็จพระอรหันต์ทั้งหมด
พุทธคยา
ที่ตั้ง : ตำบลพุทธคยา อำเภอคยา จังหวัดมคธ รัฐพิหาร อินเดีย
ประเภท : มรดกโลกทางวัฒนธรรม ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2545
พุทธคยา พุทธสถานสำคัญใน อำเภอคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพุทธสถานที่มีความสำคัญที่สุด 1 ใน 4 แห่งของชาวพุทธ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธสังเวชนียสถานที่มีความสำคัญที่สุดของชาวพุทธทั่วโลก ปัจจุบันบริเวณพุทธศาสนสถานอันเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อยู่ในความดูแลของคณะกรรมการร่วม พุทธ-ฮินดู



พุทธคยา ปัจจุบันตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา ห่างจากฝั่งแม่น้ำประมาณ 350 เมตร (นับจากพระแท่นวัชรอาสน์) พุทธคยามีสัญลักษณ์ที่สำคัญคือองค์เจดีย์สี่เหลี่ยมที่สูงใหญ่ โดยสูงถึง 51 เมตร ฐานวัดโดยรอบได้ 120 เมตร ล้อมรอบด้วยโบราณวัตถุ โบราณสถานสำคัญ เช่น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระแท่นวัชรอาสน์ ที่ประทับตรัสรู้และอนิมิสสเจดีย์ ซึ่งนอกจากพุทธสถานโบราณแล้ว บริเวณโดยรอบพุทธคยายังเป็นที่ตั้งของวัดพุทธนานาชาติ รวมทั้งวัดไทยคือวัดไทยพุทธคยา
สำหรับชาวพุทธ พุทธคยา นับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาวพุทธทั่วโลกที่ต้องการมาสักการะสังเวชนียสถานสำคัญ 1 ใน 4 แห่งของพระพุทธศาสนา
พุทธคยา เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญที่สุดใน 1 ใน 4 สังเวชนียสถาน และถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพุทธทั่วโลก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ปัจจุบันพุทธคยามีชื่อเรียกอีกชื่อว่า วัดมหาโพธิ์ (Mahabodhi Temple) และอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการร่วม พุทธ-ฮินดู และพุทธคยาได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2545
พุทธคยาในสมัยพุทธกาล อยู่ในดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป ตั้งอยู่ในหมู่บ้านนิคมชื่อว่าอุรุเวลาเสนานิคม ในแคว้นมคธ เป็นสถานที่ ๆ ร่มรื่นเป็นรมณียสถาน เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรทางจิต เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ได้ประทับอยู่ ณ พุทธคยา เพื่อเสวยวิมุตติสุข (ความสุขอันเกิดจากความหลุดพ้น) อยู่ 7 สัปดาห์ และเกิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงเรื่องราวของตปุสสะและภัลลิกะ 2 พ่อค้า ที่เดินทางผ่านมาเห็นพระพุทธองค์มีพระวรกายผ่องใส จึงเข้ามาถวายข้าวสัตตุผลและสัตตุก้อน แล้วแสดงตนเป็นทวิวาจกอุบาสก ผู้ถึงพระพุทธและพระธรรมเป็นสรณะคู่แรกของโลก และพระพุทธองค์ได้ทรงประทานพระเกศาแก่พ่อค้า 8 เส้น ซึ่งเส้นพระเกศาทั้ง 8 เส้นได้ไปบรรจุไว้ที่เจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า
พุทธคยาหลังพุทธปรินิพพาน ในสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช ได้มีการก่อสร้างโบราณสถานและโบราณวัตถุและได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อกองทัพมุสลิมบุกเข้ามาโจมตีอินเดีย พุทธคยาจึงถูกปล่อยให้รกร้างไม่มีผู้คอยเฝ้าดูแล
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สำหรับต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกเป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า (เกิดในวันเดียวกับวันที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ) มีอายุมาได้ 352 ปี จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จึงถูกทำลายโดยพระชายาของพระเจ้าอโศกมหาราช เพราะความอิจฉาที่พระเจ้าอโศกรักและหวงแหนต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้จนไม่สนใจพระนาง ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สองนั้นปลูกโดยพระเจ้าอโศกมหาราช จากหน่อพระศรีมหาโพธิ์ต้นเดิมและมีอายุยืนมาประมาณ 871-891 ปี จนถูกทำลายในประมาณปี พ.ศ. 1143-1163 ด้วยน้ำมือของพระราชาฮินดูแห่งเบงกอลพระนามว่าศศางกา ซึ่งพระองค์อิจฉาพระพุทธศาสนาที่มีความรุ่งเรืองมาก จึงทรงแอบนำกองทัพเข้ามาทำลายต้นโพธิ์ต้นนี้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สามปลูกโดยพระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เมารยะ และต้นที่สามนี้มีอายุยืนมากว่า 1,258-1,278 ปี จึงล้มลงในสมัยที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สี่ ที่ยังคงยืนต้นมาจนปัจจุบัน ปลูกโดยนายพลเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม เมื่อ พ.ศ. 2423
จุดแสวงบุญและสภาพของพุทธคยาในปัจจุบัน
พุทธคยาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาวพุทธทั่วโลกและมีผู้แสวงบุญนับล้านคนไปนมัสการมหาพุทธสถานแห่งนี้ ในฐานะเป็นสังเวชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่สุดของชาวพุทธ
ในปี พ.ศ. 2545 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้พิจารณาให้พุทธคยาเป็นมรดกโลก



บรรณานุกรม
-                   บาหลี บุโรพุทโธ อินโดนีเซีย.  “โบราณสถาน มหาเจดีย์พุทธคยา,เที่ยวอินเดีย พุทธคยา รูปและข้อมูลพระมหาเจดีย์พุทธคยาและพระศรีมหาโพธิ์.  1 ก.ย. 2011 19:06:04 http://www.oceansmile.com/India/Kaya.html.  2 ก.ย 2554
  

นางสาวชนัญญา ไทยแแท้ เลขที่ 8 ชั้น ม.5/1(สโตนเฮนจ์)


             สโตนเฮนจ์ (อังกฤษ: Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบกว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่าที่ราบซอลส์บรี (Salisbury Plain) ในบริเวณตอนใต้ของเกาะอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน  สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า "ทุ่งมาร์ลโบโร" ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว
มีผู้สันนิษฐานถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างสโตนเฮนจ์กันหลายประเด็น แต่ประเด็นที่ดูจะได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคือ เป็นสัญลักษณ์ถึงอวัยเพศหญิง เป็นสถานที่สำหรับการทำพิธีกรรมทางศาสนาของชนกลุ่มที่นับถือลัทธิดรูอิต รองลงมาคือความเชื่อที่ระบุว่า เป็นการสร้างเพื่อหวังผลทางดาราศาสตร์ ใช้ในการสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เช่น สุริยุปราคา เป็นต้น
บรรณานุกรม
สกุลวรรณ นาเมือง สโตเฮจน์”- สโตเฮจน์.05/Jun/2004 <http://th.wikipedia.org/wiki.> 02/09/2011

อนัญญา ศรีธนินยโกเศศ เลขที่ 18 ชั้น ม.5/1 (เมือง ฮารับปา)


 (Harappa)ก่อนหน้าที่จะมีการค้นพบร่องรอยของอารยธรรมกลุ่มแม่น้ำสินธุ ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การศึกษาเรื่องราวของอินเดียนั้นจะเข้าใจกันว่าวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏในอินเดียล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของชาวอารยันเท่านั้น จนกระทั่งหลังการขุดค้นทางโบราณคดีในแถบลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ่งเริ่มต้นในปี ค..1924แล้วจึงพบว่า ได้มีร่องรอยของความเจริญปรากฏก่อนหน้าการเข้ามาของอารยัน (Pre-AryanCivilization) ซึ่งในปัจจุบันรู้จักกันดีว่าเป็นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ หรือวัฒนธรรมฮารัปปา (HarappaCulture) ซึ่งเรียกชื่อตามเมือง Harappa ที่เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุนี้หากจะเปรียบกับอารยธรรมสำคัญ ๆ ในแหล่งอื่นของโลกแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเรามีความรู้น้อยมาก เช่น เมื่อเทียบกับความรู้ที่เรามีต่ออียิปต์ หรืออารยธรรมร่วมสมัยอื่นทั้งนี้ก็เพราะว่าเราไม่มีหลักฐานที่เป็นตัวเขียนหรือกล่าวโดยย่อก็คือ อารยธรรมนี้ไม่มีตัวอักษร นักโบราณคดีพบสัญลักษณ์บางอย่างปรากฏอยู่บนโบราณวัตถุที่เรียกว่า ตราหินสบู่ (SEAL) แต่ไม่สามารถตีความสัญลักษณ์เหล่านั้นได้ จนเป็นที่เข้าใจกันว่า อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเป็นอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ เพราะไม่มีประวัติศาสตร์ (Basham, 1959 : 14)ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Ravi ในแคว้นปัญจาบ และบนฝั่งแม่น้ำสินธุ (250 ไมล์จากปากแม่น้ำ) ตามลำดับ นอกจากนี้ก็ยังพบเมืองซึ่งอยู่ร่วมสมัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในเขตแคว้นปัญจาบและลุ่มน้ำสินธุซึ่งประมาณว่ามีระยะทางจากทิศเหนือลงไปทิศใต้ยาวถึง 950 ไมล์ เมืองต่าง ๆ เหล่านี้มีรูปแบบทางวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันมาก แม้แต่อิฐดินเผาที่ใช้ในการก่อสร้างโดยปกติแล้วจะมีขนาดและรูปร่างเหมือนกัน (Basham, 1979 : 14-15)Basham สันนิษฐานว่า อารยธรรมนี้มีอายุมาตั้งแต่ประมาณ 2500 B.C. และสิ้นสุดลงเมื่อประมาณ 1550 B.C. โดยผู้สร้างสรรค์อารยธรรมนี้ก็คือ คนพื้นเมืองดั้งเดิมของอนุทวีปอินเดียที่เรียกว่าชาวดราวิเดียน (Dravidian) และผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้อารยธรรมนี้สลายตัวไปก็คือชาวอารยัน


บรรณานุกรม
คุณกล้วย. เมืองฮารับปาง.”- เมืองฮารับหหปา.05/Jun/2004 <http://th.wikipedia.org/wiki.> 02/09/2011

อารยธรรมจีน

อารยธรรมจีน คลิก

นางสาวศุภลักษณ์ สุภรัตนกูล เลขที่ 14 ชั้น ม.5/1(อะโครโปรลิสแห่งเอเธนส์)


อะโครโปลิสแห่งเอเธนส์
จุดเริ่มต้นของการเที่ยวประเทศกรีซก็ต้องเป็นเมืองหลวงคือกรุงเอเธนส์ (Athens) เมื่อไปถึงกรุงเอเธนส์ ทุกคนก็คงอยากเห็นวิหารพาร์เธนอน (Parthenon) อันยิ่งใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาอะโครโปลิส (Acropolis) ใจกลางเมือง
วิหารพาร์เธนอนเป็นวิหารในแบบดอริก มีความยิ่งใหญ่มากเมื่อยืนต่อหน้า ในรูปข้างล่างจะเห็นคนตัวเล็ก ๆ ยืนอยู่หน้าวิหาร เดิมเคยเป็นที่ประทับของรูปปั้นยืนเทพีอะธีนา แต่ตอนนี้ผุพังไปหมดแล้ว   วิหารนี้สร้างขึ้นอย่างงดงามโดยคำนึงถึงทัศนียภาพของผู้ชมที่มองจากภายนอกเป็นหลัก  จริง ๆ แล้วเดิมวิหารนี้ประดับประดาไปด้วยภาพแกะสลักนูนสูงนูนต่ำทั้งหน้าบันและภายใน ภายหลังที่กรีซถูกปกครองภายใต้จักรวรรดิออตโตมันของพวกเตอร์ก ได้มีทูตชาวอังกฤษใช้อิทธิพลนำภาพแกะสลักทั้งหลายกลับอังกฤษและต่อมาขายต่อให้กับพิพิธภัณฑ์อังกฤษ (British Museum) ในกรุงลอนดอน ใครที่ไปลอนดอนควรหาโอกาสไปดูกรีกคอลเลกชันที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของรายละเอียดของวิหารพาร์เธนอนแห่งนี้
วิหารนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เทพีอะธีนา (Athena) ผู้เป็นเทพีผู้ปกป้องนครแห่งนี้ ซึ่งมีชื่อเรียกแบบชาวโรมันว่า มิเนอร์วา (Minerva) ตามตำนานกล่าวว่านครนี้เมื่อสร้างเสร็จมีความงดงามมาก เหล่าทวยเทพทั้งหลายจึงต้องการเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองเมืองนี้ สุดท้ายเหลือสององค์คืออะธีนาและโพไซดอน (หรือเนปจูน ถ้าเรียกตามแบบโรมัน) ที่ต้องการแย่งชิงกันเพื่อได้สิทธิ์ในการดูแลนครแห่งนี้ เหล่าทวยเทพจึงให้แต่ละองค์มอบของขวัญว่าใครจะให้สิ่งที่ดีมีประโยชน์ที่สุดแก่ชาวเมือง ทั้งคู่และเหล่าทวยเทพจึงเสด็จไปบนเนินเขาอะโครโปลิส เทพโพไซดอนเอาตรีศูลกระแทกไปที่พื้นก่อน บังเกิดเป็นม้าตัวแรกของโลก เทพโพไซดอนอธิบายให้ทราบถึงประโยชน์ของสัตว์ชนิดนี้ว่าสามารถใช้เป็นพาหนะที่มีความรวดเร็ว เมื่อถึงตาเทพีอะธีนา เธอได้บันดาลให้เกิดต้นมะกอกขึ้น พร้อมทั้งอธิบายถึงประโยชน์สารพัดของมะกอก และมะกอกยังเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพอีกด้วย เมื่อได้ยินดังนั้นเหล่าทวยเทพจึงยกเมืองนี้ให้อยู่ในความคุ้มครองของเทพีอะธีนา และขนานนามเมืองนี้ว่าเอเธนส์ (Athens) สืบมา
ปัจจุบันมีต้นมะกอกอยู่ ณ ตำแหน่งที่เชื่อว่าอะธีนาปลูกต้นนี้ไว้เป็นครั้งแรก และมีจุดที่เชื่อว่าโพไซดอนเอาตรีศูลกระแทกพื้นด้วย




เนินเขาอะโครโปลิส มุมล่างซ้ายคือโรงละครที่ชอบเปิดการแสดง Live at Acropolis ดูคอนเสิร์ตไปตาก็ชำเลืองมองวิหารพาร์เธนอนไป   ใกล้ ๆ กันกับพาร์เธนอนทางด้านทิศเหนือ บนยอดอะโครโปลิสจะเห็นอีกอาคารหนึ่งเรียกว่าอิเรคทีออน (Erechtheion) มีขนาดย่อมกว่าพาร์เธนอน แต่มีความน่าสนใจในตัวเอง เป็นอาคารแบบไอออนิก (สังเกตที่หัวเสา) เป็นอาคารที่อสมมาตร เมื่อมองจากแต่ละด้านจะมีความแตกต่างกัน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของอาคารนี้คือรูปปั้นเทพี 6 นางทำหน้าที่เป็นเสาใช้ศีรษะค้ำยันหลังคา ซึ่งมีชื่อเรียกว่าคารีอาทีด (Caryatids)    รูปปั้นที่เห็นบนระเบียงนี้เป็นรูปปั้นที่จำลองแบบจากของเดิม ส่วนของจริง นางหนึ่งไปยืนอวดโฉมให้คนทั่วโลกชื่นชมในอังกฤษที่ British Museum ส่วนอีกห้านางที่เหลือ เขาย้ายไปไว้ในพิพิธภัณฑ์บนอะโครโปลิสภายใต้กระจกกันอากาศภายนอก เพื่อไม่ให้ผุกร่อนไปมากกว่านี้ สามารถเข้าไปชมได้หลังจากเดินชมอาคารภายนอกทั่วแล้ว



บรรณานุกรม
Aey_naruk.”อะโคโปลิสแห่งเอเธนส์.”อะโคโปลิสแห่งเอเธนส์.28 ตุลาคม 25553
<http://www.thaigoodview.com/node/46316.> 1 กันยาน 2554